เมืองแห่งอนาคต

Aug 02, 2017

Supapak

Blog

0

อนาคตอันใกล้ รัฐบาลเตรียมกางแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเพื่อก้าวสู่อุตสหกรรมใหม่ ที่เน้นด้านนวัตกรรม  รวมถึงด้านพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ชื่อว่า โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC )” บนพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเมืองแห่งอนาคตที่ว่าเป็นยังไงลองมาดูกันเลย

 

a6kdg68i8jbabddkefefc

EEC คืออะไร

เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า EEC คืออะไร ก็ต้องย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนั้นประเทศไทยยังอยู่ในยุค เกษตรกรรม ซึ่งรัฐบาลในยุคนั้นที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ได้เริ่มโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือเรียกว่า อีสท์เทิร์น ซีบอร์ด  ซึ่งโครงการนี้ทำให้เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปตลอดกาล จากสังคมกสิกรรมเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ เกิดการหลั่งไหลของทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ จนได้รับคำกล่าวขานว่า เป็นยุค โชติช่วงชัชวาล จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ประเทศไทยก็ไม่มีเงินทุนขนาดมหึมา ที่ช่วยยกระดับประเทศเข้ามาอีกเลยส่งผลทำให้เกิด ECC หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อยกระดับประเทศอีกครั้ง เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ หรือยุคที่สาม นั่นคือ ยุคที่หนึ่ง ยุคเกษตรกรรม ยุคที่สอง ยุคอุตสาหกรรมหนัก และยุคที่สาม ยุคอุตคสาหกรรมใหม่ โดยใช้โครงสร้างเดิม ของโครงการอีสท์เทร์น ซีบอร์ดมาพัฒนาอีกครั้ง

ยุคอุตสาหกรรมใหม่

xLCIT1-copy-1000x600.jpg.pagespeed.ic.BACqtJcZ3b

ปัจจุบันหลายประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ไปแล้ว นั่นคือเป็นอุตสหกรรมที่เน้นไปทางด้านนวัตกรรม แต่ประเทศไทยยังอยู่ยุคอุตสหกรรมหนักอยู่  ซึ่งโครงการ ECC  มีเป้าหมายไปที่ 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ สาขายานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวในกลุ่มรายได้สูงและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร อีกด้านหนึ่งก็เตรียมสร้างโครงสร้างหลักเพื่อรองรับอุตสหกรรมใหม่ 5 อย่าง ได้แก่

1. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

2. โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง

3. โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่สาม

4. โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง

5. โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด

เมืองอัจฉริยะเมืองแห่งอนาคต

จากการผลักดันของรัฐบาลในโครงการ ECC ทำให้ทั้งสามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีการโครงการพัฒนาเมืองใหม่ โดยจังหวัดฉะเชิงเทรา เตรียมวางโครงการเพื่อรองรับการขยายตัวของกรุงเทพ โดยมีแกนหลักคือ รถไฟความเร็วสูง ที่ช่วยสามารถรับส่งประชาชนระหว่างสองเมืองเพียง 20 นาที ส่วนจังหวัดชลบุรี มุ่งเป้าไปที่การยกระดับการท่องเที่ยว โดยมีการหารือเรื่อง โครงการพัทยา 2 ย่านบางเสร่ และสุดท้ายที่ถือเป็นไฮไลท์ คือจังหวัด ระยอง ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ที่สุด ในภาคตะวันออก โดยมีแผนสร้างเตรียมสร้างเมืองอัจฉริยะ อาศัยการร่วมทุนจากต่างประเทศและภาคเอกชนของไทย โดยเสนอไปที่บริเวณบ้านผยูน อำเภอ บ้านฉาง ซึ่งมีพื้นที่ ประมาณ 1,885 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพ และมีโครงสร้างที่สำคัญรองรับ เช่น ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) สนามบินอู่ตะเภา ท่าเทียบเรือน้ำลึกมาบตาพุด รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก โดยชู 3 ประเด็นหลัก คือ

1. เมืองใหม่ที่พัฒนาบนพื้นที่สีเขียว สามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภคได้ใหม่ทั้งหมด ตามมาตรฐานที่ต้องการ

2. เป็นเมืองที่เกิดจากความต้องการของท้องถิ่น และความร่วมมือของประชาชน

3. เป็นเมืองที่สมบูรณ์ มีประชากรทุกสาขาอาชีพ มีการพักอาศัย และประกอบธุรกิจเป็นเมืองภายใต้การบริหารของเทศบาลตำบลบ้านฉาง ที่ในอนาคตจะกลายเป็นต้นแบบให้เทศบาลอื่นสามารถนำไปใช้ได้

ทั้งนี้จะมีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การพัฒนาระบบข้อมูลแบบเปิด (Open Data) ให้คนเข้าถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งธุรกิจและการขยายตัวในอนาคต มีการผลิตไฟฟ้าและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบโซลาร์ฟาร์ม และระบบความร้อนร่วม โดยใช้โครงข่ายอัจฉริยะเข้าจัดการและควบคุม การเก็บพลังแบบผสมผสาน (Hybrid Solar-Wind Power with battery system) สนับสนุนการเดินทางด้วยเท้าและจักรยานเพื่อประหยัดพลังงานและส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้อยู่อาศัยมี Free WiFi ที่มี ความเร็วสูงให้ใช้ในย่านธุรกิจและสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง การควบคุมการจราจรจะถูกควบคุม และบริหารจัดการด้วยนวัตกรรม OCR : Optical Character Recognition และยังเป็นระบบรักษาความปลอดภัยของเมือง

ส่งเสริมให้จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ เช่น การฝึกอบรมอาชีพ การเรียนรู้เรื่องสุขภาพและอนามัย ผ่าน Social Network, Application และ Web Portal  และสุดท้ายการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การบริหารจัดการปริมาณขยะโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ และลดอัตราการเกิดขยะมูลฝอย น้ำเสียจะถูกรวบรวม และบำบัด จนถึงระดับตติยะภูมิ (tertiary treatment) เก็บกักในบึงประดิษฐ์ที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก ข้อมูลด้านระบบนิเวศในเมืองจะถูกเก็บรวบรวม และปรับปรุงข้อมูลใหม่ เพื่อติดตามตรวจสอบรักษาและเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของพลเมืองในทุกระดับ โดยจะสร้างกลไก และแพลตฟอร์ม ให้เป็นเวที สำหรับให้พลเมืองร่วมแสดงความคิดเห็นในโครงการพัฒนา และกิจกรรมต่าง ๆ ของเมือง และเสนอความต้องการผ่านระบบเว็บพอร์ทัลตลอดเวลา

ในอนาคตประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกครั้ง เข้าสู่ยุคอุตสหกรรมใหม่ ในการเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้ง ก็ทำให้สภาพสังคมของประเทศไทยเปลี่ยนตาม ส่วนทางด้านธุรกิจจะเห็นการเกิดธุรกิจใหม่และการหายไปของบางธุริจ การนำเทคโนโลยีมาช่วยในธุรกิจนั้นถือว่าเป็นข้อได้เปรียบที่จะช่วยใช้ลดต้นทุน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากธุรกิจไหนยังไม่รีบปรับตัวตาม อาจส่งให้ธุรกิจล้มในชั่วความคืนได้เลย
ที่มาข้อมูล: thairath.co.th, manager.co.th

เรียงเรียง: Kimmick

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ, oknation.nationtv.tv, logistics-manager.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *